เรื่องของการถมดิน

02 September 2011

land_fills

ช่วงที่ฝนตกบ่อย ๆ มักจะทำให้การก่อสร้างที่อยู่ภายนอกอาคารในช่วงฝนตกชุกนั้นดูจะติดขัดไปบ้าง แต่มีงานอย่างหนึ่งที่ฝนพอจะมีประโยชน์ในงานการก่อสร้าง นั่นคือการถมดิน เพราะการถมดินในหน้าฝนนั้น (หรือจะให้ดียิ่งไปกว่านั้นก็ควรจะเป็นช่วงก่อนหน้าฝนซักหน่อย) ฝนที่ตกลงมาจะช่วยทำให้ดินที่ถมลงไปนั้นอัดแน่นขึ้น ในส่วนของการถมดินเองนั้นแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

1.การถมแบบ "อัด" คือการถมดินไปทีละชั้น มีความหนาชั้นละประมาณ ๒๐ - ๕๐ ซม. ขึ้นอยู่กับลักษณะดิน และการกำหนดของผู้ออกแบบ แล้วก็บดอัดให้แน่นทีละชั้น หมดไปชั้นหนึ่งค่อยถมดินต่อ แล้วก็บดอัดอีก ทำแบบนี้จนกว่าจะได้ระดับตามที่เราต้องการ การถมแบบนี้จะได้ดินที่อัดแน่นดี มีการทรุดตัวน้อย

2.การถมแบบ "ไม่อัด" ก็คือถมให้เต็มไปหมดทั้งพื้นที่ในคราวเดียว แล้วก็ค่อยบดอัดเฉพาะด้านหน้าผิวดิน การถมลักษณะนี้ ใช้ในการถมดินที่ไม่ต้องการความสูงมากนัก เพราะถ้าเป็นการถมค่อนข้างลึกเกินกว่า ๑.๐๐ เมตร การถมแบบ "ไม่อัด" มักจะมีปัญหาการทรุดตัว เป็นหลุมเป็นบ่อให้เห็นทีหลังได้
แต่ในการก่อสร้างบ้านนั้นโดยทั่วไปเกือบจะทั้งหมดของโครงสร้างบ้านจะถ่ายน้ำหนักบนฐานรากมีเสาเข็มเป็นส่วนรับน้ำหนักและถ่ายน้ำหนักลงชั้นดิน ซึ่งสามารถตอกเข็มลึกลงไปจากชั้นผิวดินเดิมได้ จึงไม่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาที่เราถมดินใหม่หรือต้องรอให้ดินทรุดตัวอัดแน่นเสียก่อน เว้นแต่เป็นโครงสร้างแบบบ้านแผ่หรือในส่วนของอาคารที่ถูกออกแบบให้วางและถ่ายน้ำหนักโดยตรงลงบนพื้น (Slab on Ground) เช่นโรงรถหรือถนน, ทางเท้า ซึ่งจำเป็นต้องมีการบดอัดดินที่ถมให้แน่น จนแน่ใจว่าไม่มีการทรุดตัวเสียก่อนจึงจะลงมือก่อสร้างครับ และถ้ารักจะปลูกต้นไม้ใหญ่ ๆ ที่มีรากชอนไชลงไปลึก ๆ ก็ต้องพยายามถมดินมากกว่าถมทรายขี้เป็ดนะครับ อาจถมยากหน่อย ทรุดตัวมากหน่อย ถ้ามีเวลารอก็จะคุ้มกว่า แต่ถ้าไม่ต้องการปลูกต้นไม้ใหญ่ ๆ ก็ไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้มาก อาจจะเลือกถมดินในส่วนผิวหน้าก็พอ ในส่วนของดินที่ต้องการปลูกต้นไม้นั้นถ้าเป็นไปได้ควรเลือกใช้ดินที่มีสีออกคล้ำ ๆ ที่ภาษาช่างเรียกว่า “หน้าดิน” เพราะเป็นดินที่มีฮิวมัสและบรรดาแร่ธาตุต่าง ๆ เหมาะสำหรับการปลูกพืชต่าง ๆ

ในการถมดินนั้น สถานที่ที่ต่างกัน ลักษณะของการถมดินที่ต่างกัน ราคาค่าถมดินนั้นก็ย่อมจะแตกต่างกันออกไป ครับขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เพราะฉะนั้นก่อนที่ท่านจะตัดสินใจถมดินนอกจากท่านจำเป็นต้องตรวจดูเงินในกระเป๋าของท่าน แล้วยังจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ไปพร้อม ๆ กันด้วย อาทิ เช่น

1. ชนิดของดิน ดูจากความลึกของดินที่ขุดขึ้นมา โดยทั่วไปแล้วหน้าดินตั้งแต่ระดับความลึก 0-0.50 ม.บางที่ก็ถึง1.00 ม. มักจะมีราคาแพงที่สุด เนื่องจากเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการปลูกต้นไม้(ดินจะมีสีดำ) แต่ถ้าหากดินลึกกว่านี้ลงไปราคาจะถูกลง เพราะแร่ธาตุในดินจะน้อย ถมที่ดีแต่ไม่เหมาะจะปลูกต้นไม้(ดินออกสีน้ำตาลๆ มีทรายปน) แต่ถ้าลึกลงไปมากๆ จนดินออกเป็นสีขาวๆ จะปลูกอะไรไม่ขึ้นเลย แต่นำมาใช้ถมได้ดีเพราะราคาถูกที่สุด เพราะฉะนั้นในการเลือกดินที่จะถมจึงต้องพิจารณาด้วยครับว่าท่านมีความประสงค์ที่จะนำดินไปใช้ประโยชน์อย่างไรและงบประมาณที่มีมากหรือน้อยเท่าไดครับ ราคาดิน จริงๆ แล้วสามารถต่อรองกันได้ครับ ขึ้นอยู่กับความพอใจของทั้งสองฝ่ายครับ

2. ลักษณะการถมดิน ถ้าใช้รถตัก-ตักดินแล้วเอามากอง ๆ ไว้ ดินจะดูเต็มเร็วแต่ดินจะไม่แน่น และจะทรุดตัวในภายหลังอย่างมากด้วย (ยิ่งถ้าเป็นงานเหมาถมดิน แฟน ๆ คนรักบ้านควรที่จะต้องระวังเรื่องนี้ให้มาก ต้องมีคนคอยดูที่หน้างาน) ถ้าถมดินในลักษณะ ถมแล้วใช้รถบรรทุกถอยทับ ดินจะแน่นขึ้น จะได้ดินปริมาณมากและทรุดตัวในภายหลังน้อย อาจจะต้องทำการตกลงว่า จะถมอย่างเดียว หรือบดอัดด้วย ครับ

3. การขนส่งและราคาค่าขนส่ง มักจะเกี่ยวเนื่องกับระยะทาง ระหว่างบ่อดินที่เราซื้อดินมากับสถานที่ที่จะถมดิน ยิ่งไกลก็ยิ่งแพงครับ ยิ่งในเขตตัวเมืองที่รถบรรทุกเข้าถึงได้ลำบากอาจต้องจ่ายค่าอำนวยความสะดวกในการผ่านทางบ้าง ก็ทำให้ราคาค่าถมดินแพงขึ้นได้อีกครับ

แม้การถมดินดูเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ดูเหมือนว่าไม่สลักสำคัญสักเท่าไร แต่ก็ทำให้หลาย ๆ ท่านตกม้าตายมาหลายรายแล้วเหมือนกัน นอกจากเสียรู้แล้วยังไม่พอต้องเสียเงิน มานักต่อนักแล้วนะครับ

Login

or
or

ติดต่อเรา

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.