การปูกระเบื้องโดยใช้กาวซีเมนต์

28 September 2011

การปูกระเบื้องโดยใช้กาวซีเมนต์เหมาะสำหรับงานปูกระเบื้องที่ต้องการความเรียบร้อย เพิ่มการยึดเกาะ ลดปัญหาความชื้น และโอกาสเกิดราน้อยมาก

รูปแบบการปูกระเบื้องที่ถูกต้อง

cba1.jpg cba2.jpg

ข้อจำกัด
พื้นที่ที่จะทำการปูกระเบื้องควรได้ระดับที่ดี วัสดุที่ใช้ในการปู ควรเป็นกาวซีเมนต์ พร้อมด้วยเกรียงหวี

ข้อดีของการปูโดยใช้กาวซีเมนต์
1. ช่างปูกระเบื้องสามารถปูพื้นที่ได้มากกว่าวิธีอื่น 2 เท่า
2. สะดวกในการปู เพียงแต่ผสมด้วยน้ำในถังผสม ก็สามารถนำไปใช้ปูได้ โดยไม่ต้องใช้ผู้ช่วย
3. การยึดเกาะดีกว่าปูนทรายเมื่อแข็งตัวถึง 4 เท่า
4. วัสดุที่ใช้เต็มด้านหลังแผ่นกระเบื้อง ไม่มีปัญหาหลุดร่อน
5. ฐานรากของอาคารรับน้ำหนักน้อยกว่า เพราะความหนาของกาวซีเมนต์เพียง 3 - 5 มม.
6. โอกาสเกิดเชื้อรา และปัญหาน้ำเหนียวมีน้อย เพราะความชื้นใต้แผ่นกระเบื้องน้อยกว่าวิธีดั้งเดิม
7. สามารถทำการยาแนวได้ภายใน 24 ชม. โดยไม่ต้องรอให้ความชื้นระเหย ซึ่งการปูแบบดั้งเดิมใช้เวลาถึง 3 - 4 วัน

ข้อมูลเปรียบเทียบคุณสมบัติการใช้วัสดุสำหรับงานติดตั้งกระเบื้อง

คุณสมบัติทางกายภาพ
การติดตั้งแบบปูนทราย
(MORTAR)
การใช้กาวซีเมนต์ทั่วไป
(CBA)
1. แรงยึดเกาะ
(Shear Bond Strength)
3.5 kg/cm²
19 kg/cm²
2. การรับแรงกดอัด
(Compressive Strength)
28 kg/cm²
119 kg/cm²
3. การดูดซึมน้ำ
(Water Absorption)
14 - 16 %
6 - 8 %
4. ความทนทานต่อแรงกระแทก
(Shock / Impact Resistance)
น้อย
ดี
5. ความหนาของชั้นปู
หนา 20 - 50 มม.
หนา 3 - 5 มม.
6. จำนวนพื้นที่ที่ปูได้
7 - 10 m²
15 - 30 m²
7. แผ่นกระเบื้องต้องแช่น้ำก่อนปู
จำเป็น
ไม่จำเป็น
8. การสกัดพื้นผิวที่เรียบ
จำเป็น
ไม่จำเป็น
9. ระยะเวลาที่ใช้ในการเซ็ทตัว
ต่ำสุด 24 ชั่วโมง
12 ชั่วโมง

10. ระยะเวลาก่อนทำการยาแนว

อย่างน้อย 3 - 4 วัน
24 ชั่วโมง
 

 

การปูพื้นกระเบื้อง

floor1.jpg
ผสมปูนทราย เพื่อเตรียมปรับระดับพื้นก่อนทำการปู
 
floor2.jpg
ปรับพื้นให้ได้ระดับเสมอกัน และสะอาดทิ้งไว้ให้แห้ง
 
floor3.jpg
ทำการปูกระเบื้องโดยใช้กาวซีเมนต์ หรือปูนซีเมนต์ตามอัตราส่วน
 
floor4.jpg
ทำความสะอาดร่องระหว่างกระเบื้อง ก่อนการยาแนว
 
floor5.jpg
หลังจากปูเสร็จ 24 ชั่วโมง ยาแนวโดยปาดตามแนวเฉียงกับร่องกระเบื้อง เพื่อให้ตัวยาแนว ลงร่องอย่างสม่ำเสมอ
 
floor6.jpg
ทำความสะอาดกระเบื้อง หลังจากปุเสร็จแล้ว 24-36 ชั่วโมง
 
floor7.jpg
หลังจากพื้นกระเบื้องแห้ง ทำการเช็ดผิวของกระเบื้องอีกครั้ง ด้วยผ้าสะอาด
 
 

 

การปูผนังกระเบื้อง

wall1.jpg
ปรับผนังให้ได้ระนาบ
 
wall2.jpg
จับแนวเส้นดิ่ง ด้วยลูกดิ่ง และวางเส้นแนวไว้
 
wall3.jpg
ปาดกาวซีเมนต์บนผนังด้วยเกรียงหวี และปูกระเบื้องตามแนวที่วางไว้
 
 

 

ข้อปฏิบัติก่อนการปูกระเบื้อง

1.ทำความสะอาดพื้น ผนังที่จะปู ให้ปราศจากผงฝุ่นและคราบน้ำมัน
2.ตรวจเช็คระดับพื้น หรือแนวระนาบของผนังที่จะปูถ้าไม่ได้ระดับ หรือระนาบควรตกแต่ง หรือปรับให้ได้แนวที่ต้องการ
3.พื้นที่จะปูหากเป็นพื้นผิวใหม่ ที่เทปูนปรับระดับไว้ควรทิ้งพื้นให้แห้งสนิท อย่างน้อย 4 สัปดาห์ ก่อนทำการปูส่วนผนังฉาบปูน ควรรอให้ผนังแห้งสนิทก่อนทำการปู สำหรับพื้นชั้นล่างที่อยู่ติดพื้นดิน ควรรองพื้นด้วยแผ่นพลาสติก และปูนซีเมนต์ผสมทราย ที่จะทำการเทพื้นด้วยปรับระดับ ทั้งนี้ควรผสมน้ำยากันซึม เพื่อป้องกันความชื้นขึ้นบนร่องยาแนว หรือผิวของกระเบื้อง
4.ตรวจเช็คกระเบื้องที่จะปูว่าเป็นสีและลวดลายเดียวกันหรือไม่ ข้อสำคัญตรวจสอบดูว่าเป็นลอท (Lot) เดียวกันหรือไม่
5.ควรแกะกระเบื้องทุกกล่องและทำการตรวจสอบก่อนว่ามีตำหนิบิ่นแตกมุม หรือจุดบกพร่องอื่นๆ เช่นโค้ง , เว้า หรือแอ่นงอไม่ได้มาตรฐาน ถ้าหากพบปัญหาดังกล่าวควรแจ้งปัญหาให้ทางบริษัททราบเพื่อจัดส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้าทำการตรวจสอบก่อนการปู
6.ควรนำกระเบื้อง 3 - 5 กล่องคละกัน เพื่อให้สีกลมกลืนกัน และนำกระเบื้องแช่น้ำให้อิ่มตัวก่อนทำการปู (กรณีปูด้วยกาวซีเมนต์ไม่ต้องแช่น้ำเพราะคุณสมบัติของกาวซีเมนต์มีความสามารถในการอุ้มน้ำ แต่ควรเช็ดทำความสะอาดหลังแผ่นกระเบื้องก่อน
7.วัดขนาดของพื้นที่ , จัดวางแบบและลวดลาย พร้อมคำนวณแผ่นกระเบื้องรวมแนวร่อง 3 - 5 มม. ด้วย (เพื่อรองรับการยืดขยายและหดตัวของพื้น) เศษกระเบื้องจะเหลือเท่าใด เพื่อจะได้จัดเศษกระเบื้องอยู่ในพื้นที่ที่ ต้องการ

 

box-1.jpg
ตรวจเช็คกระเบื้องที่จะปู
box-2.jpg
ตัวอย่างข้างกล่องกระเบื้อง

 

คำแนะนำเฉพาะงาน

การปูกระเบื้องทับพื้นเดิม
การปูวิธีนี้ ควรใช้กาวซีเมนต์ชนิดพิเศษปู หรือใช้น้ำยาที่ช่วยเพิ่มแรงยึดแกาะผสมกับกาวซีเมนต์ทั่วไป (ไม่ควรใช้ปูนซีเมนต์ผสมทราย)

การปูกระเบื้องบนพื้นไม้ พื้นเหล็ก ยิบซัมบอร์ด แผ่นซีเมนต์ใยหิน
สามารถหาซื้อกาวซีเมนต์ที่พิเศษเฉพาะงาน ได้ตามท้องตลาดทั่วไป ซึ่งมีหลายประเภทให้เลือกตามความต้องการ

การปูพื้นที่ ที่ทนต่อสารเคมี ห้องอบไอน้ำ ห้องแช่แข็ง ฯลฯ
จะต้องใช้กาวชนิดพิเศษเท่านั้น เช่น กาว อีพอกซี่ กรรมวิธีการใช้ หรือส่วนผสมจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับข้อแนะนำ ของผู้ผลิตแต่ละราย และควรใช้ยาแนวอิพอกซี่ สำหรับงานยาแนวด้วย

แนวร่องขยาย (Movement Joints)
1. สำหรับการปูกระเบื้องบุผนังภายในอาคาร ตำแหน่งของแนวร่องขยาย (Movement Joints) ควรเป็น
- ตำแหน่งตรงกับแนวเชื่อมต่อ ที่มีอยู่แล้วที่ผนัง
- จุดต่อของกระเบื้องกับวัสดุอื่น
- จุดต่อของวัสดุต่างชนิดกัน
- ในพื้นที่กว้าง ควรกำหนดจุดทุก ๆ 7-10 เมตร ตาวแนวระดับ และแนวดิ่ง ตามลำดับ
2. สำหรับการปูกระเบื้องบุผนังภายนอกอาคาร ตำแหน่งของแนวร่องขยาย (Movement Joints) ควรเป็น
- ตำแหน่งตรงแนวเชื่อมต่อ ที่มีอยู่แล้วที่ผนัง
- จุดต่อของกระเบื้องกับวัสดุอื่น
- จุดต่อของวัสดุต่างชนิดกัน
- แต่ละชั้นของตึกตามแนวระดับ และตามแนวดิ่ง ที่ทุกระยะประมาณ 3 เมตร ถึง 4.5 เมตร
- ตามมุมตึก โดยอยู่ในระยะ 0.25 เมตร ถึง 1 เมตร จากมุมนั้น
3. สำหรับการปูพื้นทั้งภายในและภายนอกอาคาร
- ตำแหน่งของแนวร่องขยายตรงกับแนวต่อ ของฐานและคานรับ
- รอบพื้นที่ และรอบสิ่งติดตั้งบนพื้นนั้น เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นต้น
- ในพื้นที่กว้าง ในทุกระยะ 7-10 เมตร ตามความกว้าง และความยาว
- กรณีพื้นที่รับการสัญจรมาก ขอบของ Movement Joints อาจต้องใช้เส้นโลหะติดป้องกันไว้ด้วย

การเทคอนกรีตปรับระดับผิวพื้น
1. แบบเชื่อมสนิท (Monolithic Construction)
เทคอนกรีตปรับระดับ มีความหนา 12-25 มม. ภายใน 3 ชม. หลังจากเทคอนกรีต
2. แบบไม่มีชั้นประสาน (Unbonded Construction)
เทปูนปรับระดับอย่างน้อย 50 มม. หรือ 65 มม. ในกรณีที่มีท่อน้ำ ท่อร้อยสายไฟ หรือท่อนำความร้อนอยู่ด้วย
3. แบบไม่มีชั้นประสาน (Separated or Bonded Construction)
โดยใช้น้ำยาเพิ่มการยึดเกาะ ผสมกับซีเมนต์ ในอัตราส่วน 1 : 2 เททับผิวคอนกรีตพื้นล่าง แล้วเทปูนปรับระดับ หนาอย่างน้อย 40 มม. ทับในขณะที่คอนกรีตยังเปียกอยู่ คือประมาณ 3 ชม. หลังจากเทคอนกรีต
4. แบบลอยตัว (Floating Construction)
เทปูนปรับระดับหนาอย่างน้อย 65 มม. หรือ 75 มม. ในกรณีที่มีท่อน้ำ ท่อร้อยสายไฟ หรือท่อนำความร้อนอยู่ด้วย โดยเททับบนชั้นของวัสดุยืดหยุ่น ที่ใช้กันความร้อน หรือกันเสียง

Login

or
or

ติดต่อเรา

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.