อาชีพ เงินเดือน ความเสี่ยง และเรือนจำ

01 September 2011

house_build

วิศวกร อาชีพที่หลายๆ คนอยากเป็น มันเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้ยินคนอื่นๆ เรียก "สวัสดีค่ะ /ครับ นายช่าง" "นายช่าง.. โครงสร้างตรงนี้แก้ไขยังไงครับ" นี่ๆ คุณวิศวกร ช่วยดูบ้านดิฉันหน่อยซิค่ะ มันมีรอยร้าวน่ากลัวค่ะ" และอีกหลายต่อหลายประโยคที่ถ้าเราได้ยินมันก็คงจะรู้สึกว่าเรามีค่า เรามีประโยชน์ เป็นที่นับถือกับหลายๆคน แต่ในทางกลับกัน จะมีใครรู้บ้างว่าอาชีพนี้มีความเสี่ยงที่จะการเข้าไปนอนในคุกสูงมากทีเดียว ในอดีตก็มีบทเรียนมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แล้วจะนำบทเรียนบางส่วนมาเล่าสู่กันฟังในที่นี้ต่อไป

ในอดีตอาชีพวิศวกรเป็นอาชีพที่มีบุคลากรค่อนข้างน้อย เป็นที่ต้องการของตลาดค่อนข้างมาก มีการคัดเลือกผู้ที่จะเข้าไปทำงานอาชีพนี้ค่อนข้างเข้มงวด แต่ในปัจจุบันนั้นไม่ใช่แล้ว โดยในช่วงของเศรษฐกิจฟองสบู่ มีการเปิดการเรียนการสอนคณะวิศวกรรมศาสตร์กันมาก ทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน มีทั้งภาคปกติและภาคค่ำ ทั้งนี้ก็มีผลมาจากตลาดแรงงานด้านอสังหาริมทรัพย์ ขาดแคลนบุคลากรอย่างมาก ปีหนึ่งๆ มีเพื่อนร่วมอาชีพมากกว่า500 คนและมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อัตราเงินเดือนในช่วงนั้นเด็กจบใหม่ ได้รับเงินเดือนเริ่มต้นไม่น้อยกว่า 15,000-18,000 บาท สำหรับบริษัทขนาดเล็ก และมากกว่า 20,000 บาท สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ มีการเพิ่มเงินเดือนกันปีละหลายต่อหลายครั้ง วิศวกรที่มีประสบการณ์แค่ไม่กี่ปีบางคนได้เงินเดือนกันเป็นแสน ใช้จ่ายกันเป็นว่าเล่น การทำงานในช่วงนั้นเน้นเพียง เวลา และงบประมาณ เนื่องจากอยู่ในช่วงกอบโกย ใครละจะรอช้า แต่ในทางกลับกันคุณภาพของงานที่ได้นั้นไม่ดีเท่าที่ควร

ถัดจากนั้นมาถึงช่วงที่เศรษฐกิจฟองสบู่เริ่มแตก มีการปิดสถาบันการเงินไปหลายสิบแห่ง เงินกู้ที่เคยได้ก็ถูกงด อัตราแลกเปลี่ยนก็รูดมาอยู่ที่ 55 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ บริษัทรับเหมาก่อสร้าง บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องรับปัญหานี้เข้าไปเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กหรือบริษัทใหญ่ แม้แต่กลุ่มบริษัทรับเหมาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศก็แทบเอาตัวไม่ รอด ต้องทำการประนอมหนี้กันยกใหญ่ วิศวกรจากบริษัทเหล่านี้ก็เลยต้องถูกปลดออกกันเป็นทิวแถว เงินเดือนที่เคยได้เป็นกอบเป็นกำก็หายไปเพียงพริบตา วิศวกรบางคนตอนมีเงินก็ไม่เคยคิดที่จะเก็บมีเท่าไรใช้จนหมด เพราะคิดว่าถึงหมดก็หายใหม่ได้สบายๆ บางคนก็ไป ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ตกงาน เงินหมด ก็ถูกยึดกันระนาว ทุกคนตกอยู่ในภาวะเดียวกัน ใครที่รู้จักเก็บก็เจ็บตัวน้อยหน่อย มาเริ่มต้นชีวิตกันใหม่ได้

แต่ในปัจจุบันนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว เงินเดือนจากหลักแสนลดมาเหลือหลักหมื่น จากแต่ก่อนได้เป็นพนักงานประจำตอนนี้เป็นพนักงานชั่วคราว อาจจะเป็นโครงการ หรือปีต่อปี อันนี้ก็แล้วแต่ข้อกำหนดของบริษัท แค่นั้นยังไม่พอสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนด้านวิศวกรรม ก็มีการผลิตออกมาอย่างต่อเนื่องปีละกว่า 1,000 คน รวมกับวิศวกรที่จบมาแต่ยังหางานทำไม่ได้ มาเพิ่มกับวิศวกรถูกจ้างให้ออกในช่วงที่บริษัทมีปัญหาเรื่องการ เงิน ประมาณว่ามีวิศวกรในตลาดแรงงานอีกมากกว่า 5,000 คน ในแต่ละปี งานน้อย คนมาก เป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์ง่ายๆ วิศวกรโยธาในปัจจุบันไม่ได้เป็นที่กระหายกับบริษัทเหมือนแต่ก่อ นแล้ว จากอดีตบริษัทต้องง้อเรา แต่ตอนนี้เราต้องง้อบริษัท เงินเดือนที่เคยได้หากจบใหม่ เดือนละ เกือบ ๆ 20,000 บาท แต่เดี่ยวนี้ มีตั้งแต่เงินเดือนเท่าทำงานราชการคือ 6,350 บาท จนถึง 9,000 บาท เป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นบ้างคนก็อาจจะได้เป็นหมื่นกันบ้างในบริษัทให ญ่ ๆ แต่นั้นก็คือส่วนน้อยที่วิศวกรจะได้เข้าไปทำงานกัน

คุณภาพของวิศวกรโยธาในปัจจุบันไม่มีใครกล้าฟันธงไปว่าดีหรือไม่ แต่ถ้าถามว่าโดยภาพรวม แล้วเป็นอย่างไร เราต้องยอมรับว่าคงสู้สมัยเมื่อ 10 กว่าปีก่อนนี้ไม่ได้ ทั้งนี้ก็มีผลมาจากการแข่งขันการผลิตนักศึกษาด้านวิศวกรรม โดยเน้นในเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ รวมทั้งระบบการคัดเลือกบุคคลที่จะเข้าไปศึกษาในด้านนี้ และการควบคุมคุณภาพของอาจารย์ ไม่เข้มงวดเหมือนแต่ก่อน แต่ทั้งนั้นทั้งนี้เราก็ต้องดูที่ผลงานของแต่ละคนมากกว่า มากกว่าที่จะมาพิจารณาเพียงแค่ชื่อสถาบัน…

หลังจากได้เริ่มทำงานชีวิตการทำงานในช่วงเริ่มต้นก็ไม่ใช่จะง่า ยๆ เหมือนกับที่คาดคิดไว้ ตลอดการทำงานมีปัญหาให้แก้ไขตลอดเวลา การที่เราพบกับปัญหามากมายไม่ใช่สิ่งที่เราจะคิดว่าเป็นเรื่องแ ย่เสมอไป เพราะเมื่อพบปัญหามากเท่าไรประสบการณ์ก็จะมากตามไปด้วย และมักจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคตได้ไม่น้อย โดยเราสามารถวางแผนและหาแนวทางป้องกันได้ก่อนที่ปัญหานั้นๆ จะเกิดขึ้น และด้วยประสบการณ์เหล่านี้นี่เองที่จะสร้างให้เราเป็นวิศวกรที่ มีคุณภาพได้

อาชีพวิศวกรหากเปรียบเทียบกับอาชีพอื่นๆ แล้วถือได้ว่าเป็นอาชีพที่มีความรับผิดชอบค่อนข้างสูงทีเดียว ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก อย่างที่กล่าวมาข้างต้นว่าในอดีตอาชีพนี้เป็นอาชีพที่มีเกียรติ ในตัวมันเอง มีเงินค่าวิชาชีพค่อนข้างสูง เพราะความเสี่ยงในความรับผิดชอบนั้นสูงไม่น้อย หากเทียบกับผู้ประกอบวิชาชีพที่มีการควบคุมทั้งหลายไม่ว่าจะเป็ นแพทย์ นักบัญชี สถาปนิก ฯลฯ ถือได้ว่าผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรมีความรับผิดชอบสูงที่สุด โดยมีความรับผิดชอบสูงกว่าแพทย์ด้วยซ้ำไป มีหลายต่อหลายคนมักจะบอกกับวิศวกรรุ่นน้องๆ ว่าถ้าจะรักที่จะทำอาชีพนี้ ก็ต้องยอมรับว่า ขาข้างหนึ่งของเราได้ก้าวเข้าไปสู่ในคุกแล้ว อยู่ที่ว่าวันใดถ้าเราพลาด วันนั้นขาอีกข้างก็จะก้าวตามมันเข้าไปอยู่กับมันทั้งสองข้าง

แต่ในปัจจุบันนี้ผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรทั้งหลายต้องแบกรับความ รับผิดชอบสูงเช่นเดิม แต่ค่าวิชาชีพนั้นได้ตกต่ำลงอย่างมาก แทบจะเรียกได้ว่าไม่คุ้มค่ากับกับเสี่ยงที่จะต้องรับผิดชอบเสีย เท่าไร แต่จะทำอย่างไรได้เมื่อวิศวกรทั้งหลายได้เลือกที่จะเดินทางนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าความรับผิดชอบของอาชีพวิศวกรนั้นค่อนข้างสูง แต่ก็มีวิศวกรบางคนที่กล้าที่จะเสี่ยง เสี่ยงที่จะปฏิบัติวิชาชีพนี้อย่างน่ากลัว หลายๆ คนที่ทำงานในวงการวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างก็ต้องยอ มรับว่าสิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นเรื่องจริง ไม่ว่าจะเป็นการเซ็นเป็นผู้ควบคุมงานในหลายๆ โครงการโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ไปคุมงานนั้นจริง บ้างคนเซ็นควบคุมงานอยู่ที่เชียงใหม่ ในขณะเดียวกันก็มีชื่อเป็นผู้ควบคุมงานในอีกโครงการที่อยู่กรุง เทพ ฯ โดยทั้ง 2 โครงการปล่อยให้โฟร์แมนควบคุมงานเป็นผู้ควบคุมงานแทน โดยเหตุการณ์ที่กล่าวมานี้มีอยู่ไม่น้อยในปัจจุบัน หรือการออกแบบก่อสร้าง โดยพยายามลดงบประมาณการก่อสร้างลง พยายามลดเหล็กในโครงสร้างให้เหลือมีค่าเผื่อความปลอดภัย ( Safety of factor) ให้เหลือน้อยที่สุด วิศวกรบางคนที่ได้คุณวุฒิทางวิชาชีพสูงขึ้น ทั้งระดับสามัญหรือวุฒิวิศวกร ก็มีอาชีพเพียงแค่รับจ้างเซ็นแบบเท่านั้น โดยที่พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ลงมือออกแบบ หรือคำนวณโครงสร้างเอง หรือแม้แต่ผู้รับเหมาบางบริษัทก็จะพยายามลด Cost งานก่อสร้างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยละเลยงบประมาณในด้านความปลอดภัยในระหว่างก่อสร้าง โดยสิ่งที่กล่าวมาที่หากวิศวกรทุกคนมีคำว่า จรรยาบรรณ ก็คงจะลดเหตุการณ์น่าเศร้าทั้งหลายได้อย่างมากทีเดียว เมื่อข่าวคราวของสิ่งก่อสร้างวิบัติเมื่อใด ข่าวที่ตามมาก็จะเป็นว่า ใครเป็นคนออกแบบก่อสร้าง หรือ ใครเป็นผู้ควบคุมงานนั้น แต่ก็คงหนีไม่พ้นบุคคลที่กล่าวถึงคงเป็นวิศวกรอย่างแน่นอน เรามาย้อนกลับไปยังอดีตของเหตุการณ์เหล่านั้นกัน ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2536 ได้เกิดเหตุการณ์ การวิบัติของโรงแรมรอยัลพลาซ่า โดยอาคารมีความสูง 6 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้นได้พังทลายลงมา กล่าวได้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงที่สุด เท่าที่เคยเกิดจากการวิบัติของสิ่งปลูกสร้างในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นกรณีที่วิศวกรถูกข้อหาหนักที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีการต่อสู้ทางคดียืดเยื้อจนถึงฎีกาเป็นเวลานานกว่า 7 ปี 4 เดือน กับอีก 15 วัน. ศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต วิศวกรผู้ออกแบบก่อสร้างแต่เพียงผู้เดียว ฐานเป็นผู้ที่คำนวณผิดพลาดให้มีการต่อเติมอาคารขึ้นอีกหลายชั้น จนเป็นเหตุให้ตึกถล่มพังลงมามีคนตาย 136 ศพ เจ็บอีกร่วม 200 ราย เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2543

บทเรียนถัดมาอาคารหอพักสูง 6 ชั้น ริมถนนบางนา - ตราด กม.36 + ขนาดกว้าง 13 เมตร ยาว 56 เมตร มีการวิบัติที่ฐานรากจำนวนมาก ทำให้อาคารเกิดการทรุดตัวเอียง (ล้มดิ่งประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์) โครงสร้างมีการบิดตัวอย่างมาก มีการแตกร้าวที่ผนังอาคารจำนวนมาก พื้นอาคารมีความลาดเอียงมากจนไม่เหมาะสมที่จะใช้พักอาศัยอีกต่อ ไป จากการสอบถามหัวหน้าช่างผู้รับเหมาก่อสร้างอาคาร ได้ทราบว่าอาคารดังกล่าวก่อสร้างเสร็จสิ้นเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เพิ่งจะเกิดการทรุดเอียงตัว และการทรุดตัวยังเกิดขึ้นอยู่อย่างช้า สาเหตุเกิดจากขณะก่อสร้างฐานรากรถขุดดิน (แบ็คโฮ) วิ่งทับเสาเข็มจนแตกหักไปถึง 4 ฐาน แต่ผู้ก่อสร้างก็ละเลยการซ่อมแซมเสาเข็มซึ่งแตกหักดังกล่าว

ต่อมาในเดือนกันยายน 2537 ทาง วสท.ได้เข้าไปตรวจสอบการแก้ไขฐานรากอาคาร พบว่า มีการแก้ไขฐานรากอาคารโดยการทำเสาเข็มเจาะและหล่อฐานรากเพื่อถ่ ายน้ำหนักจากเสาอาคารลงเสาเข็มเจาะ แต่ตำแหน่งการเจาะเสาเข็มเพิ่มเติมและฐานรากใหม่ มีลักษณะผิดหลักวิศวกรรมเป็นอย่างมาก วิศวกรโยธาผู้ออกแบบแก้ไขฐานรากครั้งนี้ ถูกคณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพวิศวกรรม (กว.) สอบสวน และมีมติให้พักใบอนุญาต

อีกบทเรียนหนึ่งที่เพิ่งเกิดได้ไม่นานนั้นก็คือ การวิบัติของโรงงานเดลต้า อิเล็กทรอนิกส์พังทลาย เมื่อเช้ามืดเวลาประมาณ 03.30 น. ของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 โดยมีต้นเหตุดังนี้

1. เหล็กยึดเสาเหล็กกับคานคอนกรีต มีจำนวนน้อยกว่าแบบพิมพ์เขียว
ของจริง : เหล็กข้ออ้อย DB25 ตัวแอล 3 ตัว 2 DB25
แบบพิมพ์เขียว : เหล็กข้ออ้อย DB25 ตัวยู 3 ตัว 6 DB25
2. การดัดเหล็กข้ออ้อย มีรัศมีการดัดที่เล็กกว่ามาตรฐานทางวิศวกรรม ทำให้เกิดรอยร้าวในเนื้อเหล็กตั้งแต่ก่อสร้าง และรอยร้าวนี้จะขยายตัวเรื่อย ๆ
ผลการสำรวจพบว่า : เหล็กข้ออ้อย DB25 จำนวนประมาณ 90% ขาดที่จุดดัดเหล็กนี้ {mosimage}

3. ระยะฝังของเหล็กยึดสั้นกว่าแบบพิมพ์เขียว
ของจริง : ประมาณ 30 เซนติเมตร
แบบพิมพ์เขียว : กำหนด 60 เซนติเมตร
ผลการสำรวจพบว่า : เหล็กข้ออ้อยรูดตัวจากคานคอนกรีต จำนวน 2 - 3 จุด
4. รอยเชื่อมเหล็กข้ออ้อย DB25 ให้ติดกับเหล็กแผ่น มีขนาดเล็กเกินไป
ผลการสำรวจพบว่า : มีการวิบัติที่รอยเชื่อม จำนวน 2 - 3 จุด
5. แบบรายละเอียดของเหล็กยึดและวิธีการยึด ไม่ใคร่เหมาะสมกับโครงสร้างรับแรงดึงขนาดใหญ่เช่นนี้

จากต้นเหตุเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่ามีความบกพร่องในช่วงควบคุมงา นก่อสร้าง โดยในขณะนี้ทางสภาวิศวกรอยู่ในระหว่างการสรุปผลการสอบสวนวิศวกร ผู้ควบคุมงาน…

เหตุการณ์น่าเศร้าอีกเรื่อง คือป้ายโฆษณาขนาดยักษ์ ริมถนนบางนา พังลงมาทับเด็กหญิงเสียชีวิต ความผิดทั้งหมดก็ตกอยู่ที่วิศวกรออกแบบและผู้ควบคุมงาน ซึ่งก็ถูกสอบสวนอยู่ในขณะนี้

บทเรียนล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่นานนี้ เป็นเหตุการณ์ ชิ้นส่วนคอนกรีตหล่นมาทับนักศึกษาจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้มีการแจ้งข้อหาแก้วิศวกรและสถาปนิกควบคุมงานว่า กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นผู้มีวิชาชีพในการควบคุมการรื้อถอน สิ่งก่อสร้างไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และกฎกระทรวงข้อหาผู้ควบคุมงานรื้อถอนไม่เป็น ไปตามขั้นตอนและปลอดภัย มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับ 10 เท่าของมูลค่าความเสียหาย ผลจะออกมาเป็นอย่างไรคงได้รับรู้กันอีกในไม่ช้า..

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยสำหรับผู้ที่มีอาชีพวิศวกร ควรจดจำเป็นบทเรียนราคาแพง หากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นมาเมื่อใด ชื่อเสียง เกียติยศที่เคยมี จะเปลี่ยนและกลับกลายมาเป็นคำว่า " ฆาตกร" ในทันที

ที่มา ; www.thaiengineering.com

Login

or
or

ติดต่อเรา

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.